Bangpakok Hospital

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)

19 ต.ค. 2569


โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)

โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ จนเกิดเป็นผื่นหนา แห้ง และมีขุยสีขาวเงินปกคลุม บางรายอาจมีอาการคัน แสบ เจ็บ หรือผิวหนังแตกได้
โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย อาการอาจเป็น ๆ หาย ๆ มีช่วงที่ผื่นกำเริบและช่วงที่อาการดีขึ้น แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดอย่างถาวร แต่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการรักษาที่เหมาะสม

สิ่งสำคัญที่ควรรู้ : โรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่สามารถแพร่เชื้อผ่านการสัมผัส การกอด การจับมือ หรือการใช้ชีวิตร่วมกับผู้ป่วยได้

โรคสะเก็ดเงินเกิดจากอะไร? โรคนี้เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันและพันธุกรรม

  • ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ระบบภูมิคุ้มกันกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในผิวหนัง ส่งผลให้เซลล์ผิวหนังสร้างตัวเร็วกว่าปกติ เซลล์ผิวหนังจึงสะสมกันเป็นชั้น ๆ จนกลายเป็นผื่นหนาและมีขุย
  • พันธุกรรม ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคสะเก็ดเงินอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่มีประวัติครอบครัวก็สามารถเป็นโรคนี้ได้
  • ปัจจัยกระตุ้นจากภายนอก ปัจจัยบางอย่างอาจทำให้เกิดอาการครั้งแรกหรือกระตุ้นให้ผื่นเดิมกำเริบ แม้ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคในทุกคน

ปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้โรคกำเริบ

  1. ความเครียดหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ
  2. การติดเชื้อบางชนิด เช่น คออักเสบจากเชื้อสเตรปโตคอคคัส
  3. การบาดเจ็บของผิวหนัง เช่น แผลถลอก รอยขีดข่วน หรือผิวไหม้แดด
  4. การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
  5. ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  6. อากาศเย็นและแห้ง ซึ่งอาจทำให้อาการกำเริบในผู้ป่วยบางราย
  7. ยาบางชนิด เช่น ลิเทียม ยาต้านมาลาเรียบางชนิด หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานแล้วหยุดยาอย่างไม่เหมาะสม

อาการของโรคสะเก็ดเงินเป็นอย่างไร อาการของโรคสะเก็ดเงินแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค ตำแหน่งที่เกิดผื่น และความรุนแรง โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ 

  • ผื่นแดงหรือผื่นหนานูน ผิวหนังมีลักษณะหนากว่าปกติ อาจมีขอบเขตชัดเจน
  • มีขุยสีขาวเงิน ผิวหนังบริเวณผื่นแห้งและมีสะเก็ดลอกออกเป็นแผ่น
  • อาการคัน แสบ หรือเจ็บ บางรายมีอาการคันมาก ผิวตึง หรือเจ็บเมื่อสัมผัส
  • ผิวหนังแตกหรือมีเลือดออก อาจเกิดขึ้นเมื่อผิวแห้งมากหรือมีการเกา
  • ความผิดปกติของเล็บ เล็บมีรอยบุ๋ม หนาตัว เปลี่ยนสี หรือเล็บแยกออกจากเนื้อเล็บ
  • อาการทางข้อ ผู้ป่วยบางรายมีข้อบวม ปวด หรือข้อตึง โดยเฉพาะในช่วงเช้า ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน

ตำแหน่งที่พบบ่อย 

  1. ข้อศอกและหัวเข่า มักพบผื่นหนานูน มีขุยปกคลุม และอาจเกิดเป็นบริเวณกว้างเมื่อผื่นหลายจุดเชื่อมต่อกัน
  2. หนังศีรษะ อาจมีขุยหนา คัน และลอกบริเวณไรผม หลังใบหู หรือทั่วหนังศีรษะ บางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นรังแค
  3. ลำตัวและหลัง อาจพบผื่นหลายตำแหน่ง กระจายเป็นหย่อม ๆ หรือรวมกันเป็นแผ่นใหญ่

โรคสะเก็ดเงินรักษาอย่างไร?  แพทย์จะเลือกวิธีรักษาตามชนิดและความรุนแรงของโรค ตำแหน่งที่เกิดผื่น ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และโรคประจำตัวของผู้ป่วย โดยอาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือใช้หลายวิธีร่วมกัน
1.
ยาทาผิวหนัง เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง หรือใช้ร่วมกับการรักษาแบบอื่น

  • ยาสเตียรอยด์ชนิดทา เพื่อลดการอักเสบ
  • ยาอนุพันธ์วิตามินดี เช่น calcipotriol เพื่อช่วยควบคุมการเพิ่มจำนวนของเซลล์ผิวหนัง
  • ยาทาอื่น ๆ ตามตำแหน่งและลักษณะผื่น
  • ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น เพื่อลดความแห้งและช่วยให้ผิวหนังนุ่มขึ้น
     2.การรักษาด้วยแสง (Phototherapy) ใช้แสงอัลตราไวโอเลตชนิดที่เหมาะสม เช่น narrowband UVB ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ สำหรับผู้ป่วยที่มีผื่นหลายตำแหน่งหรือไม่ตอบสนองต่อยาทาเพียงอย่างเดียว 
    3.ยารับประทานหรือยาฉีดที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย แพทย์อาจพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง หรือมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตมาก เช่น
  • ยาที่ช่วยควบคุมการอักเสบและระบบภูมิคุ้มกัน เช่น methotrexate หรือ ciclosporin
  • ยากลุ่มรับประทานที่ออกฤทธิ์จำเพาะบางชนิด
  • ยาชีววัตถุ (Biologics) ที่ออกฤทธิ์ต่อสารหรือกระบวนการในระบบภูมิคุ้มกัน

**การใช้ยาเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เนื่องจากอาจต้องตรวจเลือด คัดกรองการติดเชื้อ หรือประเมินผลข้างเคียงก่อนและระหว่างรักษา


โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันและพันธุกรรม ไม่ใช่โรคติดต่อ ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การสังเกตอาการ หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ดูแลผิวหนัง และพบแพทย์อย่างต่อเนื่อง ล้วนมีส่วนช่วยควบคุมโรคและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

หากคุณมีผื่นเรื้อรังหรือสงสัยว่าเป็นโรคสะเก็ดเงิน ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณ

วิธีดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน

นอกจากการรักษาตามแผนของแพทย์แล้ว การดูแลผิวหนังและปรับพฤติกรรมสามารถช่วยลดปัจจัยกระตุ้นและควบคุมอาการได้

  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหลังอาบน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการเกาและแกะสะเก็ด เพราะอาจทำให้ผิวหนังบาดเจ็บและกระตุ้นให้เกิดผื่นบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บได้
  • อาบน้ำด้วยน้ำอุณหภูมิพอเหมาะ หลีกเลี่ยงน้ำร้อนจัด สบู่ที่ระคายเคือง และการขัดผิวแรง ๆ
  • พักผ่อนให้เพียงพอและจัดการความเครียด เลือกวิธีผ่อนคลายที่เหมาะกับตนเอง เช่น การออกกำลังกายหรือฝึกหายใจ
  • ดูแลสุขภาพโดยรวม รับประทานอาหารให้สมดุล รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงบุหรี่และจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคและสุขภาพโดยรวม
  • ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่หยุดยา เพิ่มขนาดยา หรือเปลี่ยนวิธีรักษาเอง
  • สังเกตปัจจัยกระตุ้นของตนเอง จดบันทึกช่วงที่ผื่นกำเริบเพื่อช่วยให้แพทย์ประเมินและวางแผนรักษาได้เหมาะสม

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
โทร 02-109-8111
ติดตามช่องทางออนไลน์อื่นๆของโรงพยาบาลบางปะกอก 8
Facebook : https://www.facebook.com/Bangpakok8
Tiktok : https://www.tiktok.com/@bangpakok8hospital
Instagram : https://www.instagram.com/bangpakok8hospital
LineOA : https://lin.ee/cbtHx5L
Go to top
Copyright © 2019 Bangpakok Hospital All rights reserved.